45
เราคุยกับลูกครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ ?

เราคุยกับลูกครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ ?

โพสต์เมื่อวันที่ : September 8, 2020

เมื่อถามว่า “คุยกับลูกครั้งล่าสุดเมื่อไหร่?”

คุณพ่อคุณแม่หลายๆ ท่านจะตอบทันทีว่า “เมื่อเช้านี้เอง ก่อนส่งเขาไปโรงเรียน”


แต่ถ้าถามต่อว่า “แล้วเราคุยกับลูกเรื่องอะไร?”

คำตอบที่ได้รับกลับมาส่วนใหญ่ คือ คุยกับลูกเรื่อง “ปลุกให้เขาตื่น และลงมากินข้าว” “เตือนเขาไม่ให้ลืมของ” “การบ้านที่ต้องเอาไปส่งครู” และอื่นๆ ที่เริ่มคลับคล้ายคลับคลาจะเป็นการ “บ่น” เข้าไปเสียทุกที


ถ้าหากขยายความ นิยามของ "การพูดคุย” ว่า “การพูดคุย” คือ การแลกแปลี่ยนความคิดเห็นที่ทั้งสองฝ่ายสนใจร่วมกัน โดยระหว่างพูดคุยจะมีการโต้ตอบกันของทั้งสองฝ่าย”

ส่วนนิยามของ “การบ่น” คือ การระบายความรู้สึกของความคับข้องใจที่มีต่อบางสิ่งบางอย่างออกมาในลักษณะของการพูดอยู่ฝ่ายเดียว และอีกฝ่ายทำได้เพียงรับฟัง


มาถึงจุดนี้ คุณพ่อคุณแม่หลายท่าน อาจจะพอแยกแยะได้แล้วว่า “ที่ผ่านมาเราคุยกับลูก” หรือ “เราบ่นลูก” กันแน่


เมื่อตระหนักรู้แล้วว่า เรายังไม่ค่อยได้พูดคุยกับลูกเท่าไหร่นัก และเราถยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นคุยกับลูกอย่างไรดี


ให้เราเริ่มต้นจาก...

1. “การฟัง”

เราเลือกฟังเขาก่อน แล้วค่อยพูดในสิ่งที่เราอยากบอกเขาก็ไม่สายเกินไป แต่ถ้าเราพูดในสิ่งที่เราคิดไปก่อน ลูกอาจจะหยุดและไม่พูดในสิ่งที่เขาอยากบอกก็เป็นได้ บทสนทนาระหว่างเรากับลูกจะยุติทันที


2. “การทำความรู้จักลูก”

เพราะลูกเราเติบโตขึ้นทุกวัน ดังนั้นขอให้เปิดใจทำความรู้จักกับลูกเราในปัจจุบันดู ว่า เขาเป็นเช่นไร และกำลังสนใจอะไรอยู่


3. “สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและปลอดภัย”

บรรยากาศที่ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง หากลูกกลับบ้านมาเจออาหารและเครื่องดื่มที่เราเตรียมไว้ให้สำหรับเขา และเจอพ่อแม่ที่ยิ้มแย้ม เขาคงอยากที่จะนั่งลง และพูดคุยกับเรามากขึ้น


4. “คำถามปลายเปิด”

คำถามที่ดีควรเป็นคำถามปลายเปิด อย่าถามเพียง “ใช่หรือไม่” เพราะลูกจะไม่สามารถอธิบายหรือบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่เขามีได้


ยกตัวอย่างแนวคำถามที่พ่อแม่สามารถชวนลูกคุยได้

สำหรับลูกปฐมวัย พ่อแม่อาจจะถามเขาว่า...

Q1: “วันนี้ทำอะไรสนุกๆ มาบ้าง?”

Q2: “ช่วงนี้ลูกชอบทำอะไร?”

Q3: “ลูกกับเพื่อนๆ ทำอะไรที่โรงเรียนบ้าง?”

Q4: “เย็นนี้ถ้าทำการบ้านเสร็จแล้ว เราทำอะไรกันดี?”


สำหรับลูกวัยรุ่นนั้น เราอาจจะปรับแนวคำถามสักเล็กน้อย

Q1: “วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”

Q2: “ช่วงนี้ลูกสนใจเรื่องอะไร เผื่อพ่อกับแม่จะได้ไปลองดูบ้าง"

Q3: “ช่วงนี้ลูกกังวลใจเรื่องอะไร?”

Q4: “มีอะไรที่พ่อกับแม่จะช่วยลูกได้บ้าง?”


5. อย่าเริ่มต้นการพูดคุยด้วย “คำบ่น” หรือ “การสอนสั่ง”

เพราะ คงไม่มีลูกคนไหนอยากพูดคุยกับพ่อแม่ที่มีความคิดทางลบเกี่ยวกับตัวเขา เราเปิดโอกาสให้เขาพูดให้เราฟัง แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่เราไม่ชอบ ไม่เห็นด้วย อยากจะสอน อยากจะบอกแค่ไหนก็ตาม เพราะเมื่อเขาพูดจบเรายังมีโอกาสบอกเขาไป


"ทำไมการพูดคุยกับลูกจึงสำคัญนัก?”

คำตอบคือ “ความเชื่อใจ” “ความไว้ใจ” “ความสัมพันธ์” เกิดขึ้นได้จากการพูดคุย และรับฟัง เด็กเรียนรู้ว่า “พ่อกับแม่” เป็นบุคคลที่เขาสามารถพูดคุยด้วยได้ และเป็นคนที่สามารถเป็นที่ปรึกษา และช่วยเหลือเขาได้ในยามที่เขาประสบกับปัญหาในชีวิต


ไม่มีลูกคนไหนที่อยากบอกเรื่องราวที่เป็นปัญหาให้พ่อแม่ที่บ่นเขาเพียงอย่างเดียว เด็กทุกคนทำผิดพลาด (ผู้ใหญ่เราก็เช่นกัน) เขารู้ตัวว่า “ตนเองทำผิดพลาด” เขาได้รับบทลงโทษจากความผิดพลาดนั้นแล้ว

แต่การที่เขานำมาบอกพ่อแม่ เขายินดียอมรับการตำหนิ เพราะเขาต้องการความช่วยเหลือ

พ่อแม่มีสิทธิ์โกรธ แต่ได้โปรด “อย่าซ้ำเติมเขาและทำร้ายเขาด้วยการพูดที่รุนเเรง”


พ่อแม่ควรให้ความช่วยเหลือเขา และสอนเขา เด็กจะเรียนรู้จากการสอนเพื่อไม่ทำผิดซ้ำอีก ที่สำคัญเมื่อเขาเรียนรู้ว่า พ่อแม่คือบุคคลที่เขาสามารถเชื่อใจและช่วยเหลือเขาได้ ครั้งหน้าถ้าเกิดปัญหาใหม่เข้ามา เขาจะกล้าปรึกษาพ่อแม่ และกลับมาหาเราในวันที่เขาไม่เหลือใคร เพราะพ่อแม่เป็นพื้นที่ปลอดภัยและที่พึ่งทางใจสำหรับเขาเสมอ


สุดท้าย หากเราพูดคุยและรับฟังลูกเรื่อยมาตั้งแต่ในวันที่เขายังเป็นเด็ก ลูกจะเติบโตขึ้นมาและกล้าที่จะนำเรื่องสำคัญหรือปัญหาในชีวิตของเขามาปรึกษาเรา


ดังนั้น ในวันที่เรายังมีโอกาส “ขอให้พูดคุยกับลูกและรับฟังในสิ่งที่เขาพูด แม้ว่าจะเป็นเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องเล็ก หรือ เรื่องใหญ่ก็ตาม”


บทความโดย

เมริษา ยอดมณฑป นักจิตวิทยาเด็กและครอบครัว เจ้าของแฟนเพจตามใจนักจิตวิทยา