72
ตั้งรับลูกวัยว้าวุ่นเครียด !

ตั้งรับลูกวัยว้าวุ่นเครียด !

โพสต์เมื่อวันที่ : October 2, 2020

“ลูกชอบเก็บตัวไม่ค่อยพูดจากับใคร”

“รู้สึกได้ว่าลูกเครียดแต่ไม่รู้จะคุยอย่างไรดี”

“ช่วงนี้ลูกหงุดหงิดบ่อยมาก บ่นว่าเครียดอยู่บ่อย ๆ” 


ท่ามกลางสภาพสังคมยุคปัจจุบันดูเหมือนจะทำให้ผู้คนในสังคมหงุดหงิดง่ายขึ้น ความอดทนลดน้อยลง มีโอกาสกระทบกระทั่งได้บ่อย และมักจะมีปัญหาเรื่องความเครียดตามมา ส่งผลต่อสภาพจิตใจของผู้คนที่นับวันเปราะบางได้ง่าย อย่าว่าแต่ผู้ใหญ่เลย เด็กและเยาวชนก็ยังเครียดได้ง่าย 


ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิต ปี 2562 พบว่า ทุก 1 ชั่วโมงจะมีคนพยายามฆ่าตัวตาย 6 ราย โดยมีกลุ่มเด็กและเยาวชนที่ฆ่าตัวตายสำเร็จถึงปีละ 300 ราย และยังพบแนวโน้มการเข้ารับคำปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิตเพิ่มขึ้น สิ่งที่น่าสนใจจากการกระแสบนโลกออนไลน์พบว่า สาเหตุที่ทำวัยรุ่นเครียด อันดับหนึ่งมาจากปัญหาความสัมพันธ์โดยเฉพาะครอบครัว ตามด้วยเรื่องหน้าที่การงาน การถูกกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ และความรุนแรง ฯลฯ และประเด็นที่นำไปสู่การฆ่าตัวตายก็มาจากปัญหาเรื่องภาวะความเครียด ส่วนหนึ่งก็เกิดจากการขาดทักษะชีวิตในการรับมือกับปัญหาหรือจัดการกับความเครียด


ยิ่งจำนวนประชากรเพิ่มขึ้น ความหนาแน่นเพิ่มขึ้น คนใช้เทคโนโลยีเพิ่มขึ้น แต่ผู้คนยุคนี้กลับโดดเดี่ยวและมีอาการซึมเศร้ามากขึ้นเช่นกัน ที่น่าเป็นห่วงก็คือเด็กและเยาวชน เพราะพวกเขาควรจะอยู่ในวัยที่โลดแล่นและพร้อมจะเผชิญโลกในทุกรูปแบบ แต่ดูเหมือนกลายเป็นว่าเด็กและเยาวชนจำนวนไม่น้อยที่มีภาวะความเครียดสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ และนำไปสู่ผลกระทบมากมายต่อตัวเองและสังคม 


ผลวิจัยจาก Ohio State University พบว่าอาการเครียดที่สะสมเป็นเวลานาน อาจส่งผลให้ความจำเสื่อมเร็วกว่าวัยอันควร โดยนักวิจัยได้ใช้หนูทดลองที่มีนิสัยก้าวร้าวมาอยู่กับหนูทดลองตัวอื่น ๆ เป็นเวลาต่อเนื่องนาน 6 วัน จากนั้นทดสอบด้วยการให้หนูทดลองกลุ่มที่อยู่กับหนูที่มีอาการก้าวร้าว เดินกลับไปที่เขาวงกดซึ่งเป็นบ้านของตัวเอง ผลปรากฏกว่าหนูกลุ่มดังกล่าวจดจำเส้นทางกลับบ้านของตัวเองไม่ได้ ต้องใช้เวลาสักพักจึงจะรู้เส้นทาง ต่างกับหนูอีกกลุ่มซึ่งไม่ได้อาศัยกับหนูที่มีอาการก้าวร้าว ที่สามารถเดินทางกลับบ้านของตัวเองได้อย่างรวดเร็ว หมายความว่าอาการเครียดที่เกิดจากหนูกลุ่มแรกส่งผลต่อเซลล์สมองส่วนที่ช่วยในการจดจำ ซึ่งอาการเครียดไปกดให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ช่วยปกป้องเซลล์สมองส่วนนี้หายไป และยังช่วยชะลอการเจริญเติบโตของเซลล์สมองอีกด้วย หรือพูดง่าย ๆ คือความเครียดส่งผลให้ร่างกายไปโจมตีเซลล์สมองเสียเอง จนทำให้สูญเสียความทรงจำ


อย่างไรก็ตาม ความเครียดที่เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนปฏิเสธไม่ได้ว่าเริ่มมาจากในครอบครัว 

ส่วนหนึ่งมาจากโครงสร้างครอบครัวที่เปลี่ยนไปจากเดิม พ่อแม่มีลูกน้อยลง ทำให้คาดหวังกับลูกมาก ใส่ความคาดหวังของตนเองไว้กับลูก ส่งผลให้ลูกเองก็อยากทำให้พ่อแม่สมหวังจนเพิ่มความเครียดให้กับตัวเอง ซึ่งความคาดหวังของพ่อแม่ยุคนี้มักจะเพ่งไปเรื่องการศึกษาของลูก 


พ่อแม่ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับเรื่องการเรียนวิชาการ การแข่งขัน ตามค่านิยมยุคที่ผู้คนเน้นเรื่อง IQ มากกว่า EQ ให้ความสำคัญในเรื่องของรูปร่างภายนอก หรือภาพลักษณ์มากกว่าคุณค่าจากด้านใน ฯลฯ หรือแม้แต่ความรักของพ่อแม่ที่คอยประคบประหงม ตามใจลูก ไม่อยากให้ลูกลำบาก คิดและตัดสินใจให้ลูก ด้วยเหตุผลว่ารักลูก ก็เป็นส่วนหนึ่งของการทำร้ายลูก ทำให้ลูกขาดทักษะการสร้างความเข้มแข็งให้กับตัวเอง หรือสามารถจัดการปัญหาเมื่อเกิดความผิดหวังในชีวิตได้ 


ในด้านการศึกษา ปัญหาของระบบการศึกษาไทยก็ให้ความสำคัญกับเด็กเก่งที่ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ดี แต่กลับสร้างความกดดันให้กับเด็กที่ทำให้พวกเขาต้องพยายามให้เป็นเด็กเก่ง รวมถึงการแข่งขันที่สูงในการสอบเข้าโรงเรียนของแต่ละช่วงชั้นการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษา และการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ก่อให้เกิดความเครียดสะสมในตัวเด็ก อีกทั้งพวกเขายังต้องแบกความหวังของครอบครัวที่ต้องการให้พวกเขาเป็นเด็กเก่งไว้ด้วย


นี่ยังไม่นับรวมถึงปัญหาอื่น ๆ สภาพแวดล้อมโดยรวมของสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง !

ประเด็นคือ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความเครียดแล้ว พวกเขาเหล่านั้นสามารถรับมือและจัดการมันได้หรือไม่ต่างหาก !


พ่อแม่ควรจะฝึกให้ลูกรับมือกับความเครียดได้อย่างไร ?


1.ฝึกให้ลูกผิดหวังซะบ้าง

ความผิดหวังเป็นบทเรียนที่ดีที่ทำให้ลูกได้เรียนรู้ว่า ทุกคนมีทั้งความสมหวังและผิดหวัง ประเด็นอยู่ที่ว่าเมื่อผิดหวังแล้วควรทำอย่างไร จึงจะผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นได้ และสามารถแปรเป็นพลังให้สามารถลุกขึ้นได้ใหม่ สิ่งสำคัญที่สุด คือ การสร้างภูมิคุ้มกันทางด้านจิตใจ ยิ่งสังคมที่เต็มไปด้วยการแข่งขันสูงในทุก ๆ ด้าน จำเป็นที่ต้องให้ลูกได้เรียนรู้ชีวิตอย่างรอบด้าน สอนให้รู้จักยอมรับสิ่งต่าง ๆ อย่างเป็นเหตุเป็นผล ต้องให้รู้จักผิดหวังเป็น 


2.สร้างพลังบวกเสมอ

คำพูดด้านบวกและกำลังใจมีพลังเสมอที่จะช่วยให้จิตใจเข้มแข็ง การสร้างความภาคภูมิใจในตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ ควรสนับสนุนให้ลูกเห็นคุณค่าจากจิตใจด้านใน พยายามใช้คำพูดด้านบวกและชี้ให้ลูกเห็นถึงคุณค่าของตัวเอง ต้องหลีกเลี่ยงคำพูดซ้ำเติมหรือด้านลบ หรือแสดงความคิดเห็นในเชิงลบต่อปัญหาหรือผู้อื่น ทุกคนล้วนมีปัญหาแต่ต่างกันตรงที่จะแก้ปัญหาแบบมีสติได้อย่างไร 


3.อุปสรรคเป็นเรื่องปกติ

มนุษย์ล้วนแล้วต้องมีอุปสรรคทั้งสิ้น อยู่ที่มากหรือน้อย และทัศนคติต่อการใช้ชีวิตว่าพร้อมที่จะเผชิญอุปสรรคเสมอ ชีวิตมีหลายด้านที่ต้องเรียนรู้ ไม่จำเป็นต้องเรียนหนังสือเก่งเท่านั้นที่จะได้การยอมรับ แต่เก่งทางด้านอื่น หรือถนัดในด้านอื่นก็ได้รับการยอมรับเช่นกัน และควรทำให้เขาเรียนรู้ว่าทุกเรื่องมีทางออกเสมอ ต้องไม่ยึดติดหรือคิดว่าชีวิตหมดหนทาง


4.ลดความคาดหวังลง

เมื่อคนเราตั้งความหวังเอาไว้มาก เมื่อไม่ได้ดังที่คาดหวัง ก็มักจะเสียใจและฟูมฟายกับปัญหานั้น และแน่นอนความเครียดก็ตามมา เพราะฉะนั้นควรคาดหวังในสิ่งที่มีเป็นไปได้น่าจะเหมาะสมกว่า แต่ไม่ว่าจะสอนลูกอย่างไร เหนือสิ่งอื่นใดคือตัวพ่อแม่ต้องเข้าใจชีวิตอย่างรอบด้าน และไม่เป็นส่วนหนึ่งของการกดดันชีวิตลูก ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ต้องมีพื้นที่สำหรับการผ่อนคลาย การพูดคุยและการให้เวลาในครอบครัว เพื่อพูดคุยสิ่งต่าง ๆ ร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ


5.ทุกเรื่องยืดหยุ่นได้

ความยืดหยุ่นเป็นสิ่งสำคัญในชีวิต เพราะจะทำให้สามารถปรับตัวได้ทุกสถานการณ์ เมื่อมีสีขาวก็มีสีดำ หากไม่ขาวหรือดำ ก็ยังมีสีอื่น ๆ อีกมากมาย ลองใช้วิธีผ่อนคลายทางร่างกายก่อน เช่น หายใจลึก ๆ, ฟังเพลง, ออกกำลังกาย ฯลฯ สุดแท้แต่ว่าใครใช้วิธีไหนที่เหมาะกับตัวเอง และรู้สึกผ่อนคลายได้ดี 


อย่างไรก็ตาม แม้พ่อแม่จะพยายามปลูกฝังทักษะชีวิตให้ลูกเข้มแข็ง ยามเมื่อเกิดเหตุการณ์จริงก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะสามารถรับมือได้ดี เพราะปัญหาชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน รายละเอียดของชีวิตและจิตใจก็เข้มแข็งเปราะบางแตกต่างกัน อาจจะรับมือได้มากหรือน้อยแตกต่างกันไป 


แต่สิ่งสำคัญสุดที่ต้องมีก็คือ “ความรัก” ของพ่อแม่ที่คอยกำกับอยู่ด้วยเสมอ เพราะเวลาลูกเกิดความเครียดต้องเผชิญปัญหาขึ้นมา คนที่อยู่กับเขามีความรักความเข้าใจ จะช่วยทำให้สภาพจิตใจดีขึ้น และรับรู้ว่าเขามิได้อยู่ตัวคนเดียว แต่มีคนที่เขารักและรักเขา พร้อมจะยืนเคียงข้างทุกเมื่อ


..."ยาแก้เครียดให้ลูกได้ดีที่สุดก็คือความรักความเข้าใจของพ่อแม่โดยแท้"...


คอลัมน์ Teen Around the Mom 9


บทความโดย

ดร.สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน