4523
หรือเรากำลังสปอยล์ลูกอยู่ ?

หรือเรากำลังสปอยล์ลูกอยู่ ?

โพสต์เมื่อวันที่ : July 13, 2020

ไม่มีเด็กคนไหนน่ารักได้ตลอดเวลา มนุษย์ทุกคนย่อมมีวันที่ดีและวันที่ไม่ดีขึ้นกับสุขภาพ สิ่งแวดล้อม อารมณ์ และสิ่งกระตุ้นจากภายนอกที่แตกต่างกันออกไปเข้ามากระทบจิตใจของลูกทำให้เกิด ‘อารมณ์’ ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ดี โกรธ ไม่พอใจ เสียใจ และหงุดหงิด เป็นต้น เหล่านี้คือธรรมชาติพื้นฐานของมนุษย์ที่ทุกคนพึงมี ซึ่งแต่ละคนนั้นเรียนรู้ที่จะจัดการกับอารมณ์ การแสดงออกได้แตกต่างกันขึ้นกับความสามารถของสมองส่วน ‘คิด’ ที่อยู่บริเวณสมองส่วนหน้าว่าสามารถควบคุมสมองส่วนอารมณ์และสัญชาตญาณดิบของมนุษย์ได้อย่างมีเหตุมีผลและมีประสิทธิภาพเพียงใด ซึ่งความสามารถเหล่านี้ถูกฝึกฝนได้ตั้งแต่เด็กเล็กและพัฒนาเต็มที่เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ตอนต้น


นี่คือหนึ่งในความสามารถของสมองที่เรียกว่า

“Executive Function” หรือ EF นั่นเอง


หากแรงกระตุ้นจากภายนอกทำให้เกิดการระเบิดของอารมณ์โดยไม่มีสมองส่วนหน้ามาเบรกสมองส่วนอารมณ์เลย ก็จะเกิด ‘ปัญหา’ ทางพฤติกรรมออกมาให้เราเห็นได้ตามวัยอย่าง “การร้องอาละวาด” หรือ Tempered Tantrums เป็นต้น แต่อย่างที่กล่าวมาแล้วว่า สมองของคนเราพัฒนาได้ผ่านประสบการณ์และการเลี้ยงดูที่ดีของครอบครัว พฤติกรรมปัญหาเหล่านี้จะค่อย ๆ ลดลงจนหายไปในที่สุดในทุกวันที่ลูกเติบโต


แล้วหากพ่อแม่ไม่ได้เลี้ยงดูอย่างเหมาะสมให้ลูกฝึกรับมือกับสิ่งกระตุ้นภายนอกในทางลบที่เหมาะสมล่ะก็ ลูกของเราก็จะค่อย ๆ กลายเป็น เด็กที่เอาแต่ใจตัวเอง เจ้าอารมณ์และพร้อมที่จะเอาตนเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาลที่เรามักเรียกด้วยคำทับศัพท์ว่า “เด็กสปอยล์” นั่นเอง แล้วลูกของเราเป็นเด็กสปอยล์หรือไม่ วันนี้ลองมาตรวจสอบกันดูครับ


สัญญาณที่ (อาจ) บ่งบอกว่าลูกถูกสปอยล์อยู่ สัญญาณที่ชัดเจนที่สุดก็คือ การร้องอาละวาดหลังวัยเตาะแตะ โดยเฉพาะเมื่อยังมีอาการร้องอาละวาดอยู่หลังอายุ 3-4 ปีในกรณีที่ไม่มีโรคทางกายร่วมด้วย มันจะต้องมีอะไรผิดปกติแล้วครับ เพราะหากเลี้ยงดูและสอนลูกได้เหมาะสม เด็กควรเรียนรู้ที่จะควบคุมอารมณ์ ความรู้สึกด้านลบได้แล้ว โดยสถานการณ์ที่พบบ่อยในชีวิตประจำวันที่อาจสงสัยว่าลูกอาจถูกสปอยล์นั่นก็คือ


ลูกทนการปฏิเสธไม่ได้

เมื่อพูดคำว่า “ไม่” จะเกิดอาการไม่พอใจอย่างรุนแรง บางคนอาจร้องอาละวาดทันที


ลูกอดทนรอคอยไม่ได้

ทุกอย่างที่อยากได้ต้องเดี๋ยวนี้ ตอนนี้ ต่อคิวไม่เป็น


ลูกแพ้ไม่เป็น

ไม่รู้แพ้รู้ชนะ ไม่มีน้ำใจนักกีฬา ไม่พอใจที่ตัวเองแพ้ โทษว่าเป็นความผิดของคนอื่นเสมอเมื่อตนเองแพ้ และพยายามเอาตัวเองออกจากความเป็น ‘สาเหตุ’ ของการพ่ายแพ้ให้ได้


ลูกไม่รู้จักพอ

จะต้องมีการต่อรองเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่มีขอบเขตของความพึงพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีหรือได้รับ เช่น กำหนดให้เล่นเกมหรือดูหน้าจอได้ 30 นาที แต่พอถึงเวลาก็ต่อรองเพื่อให้ได้เล่นต่อมากขึ้นเรื่อย จาก 30 เป็น 45 เป็น 60 นาทีบางคนก็เกิน 1-2 ชั่วโมง เมื่อจะให้หยุดก็จะเกิดอาการไม่พอใจอย่างรุนแรงและพยายามต่อรองหรือแสดงพฤติกรรมต่อต้านเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ต้องการให้ได้


ลูกไม่เคยเชื่อฟัง

ในที่นี้คือการปฏิบัติตามในเรื่องกิจวัตรพื้นฐานของตนเองอย่างการอาบน้ำ แปรงฟัน ทำการบ้าน หรืองานที่ได้รับมอบหลายพื้นฐานเช่น ล้างจาน กวาดบ้าน ในขอบเขตที่ควรรับผิดชอบได้ตามวัย โดยเด็กมักเลือกที่จะไม่ทำจนกว่าจะได้อามิตรสินจ้างหรือรางวัลมาเป็นสิ่งชักจูงให้ลูกทำ ทั้งที่งานเหล่านี้คือเรื่องพื้นฐานของตนเองที่ต้องดูแลและรับผิดชอบได้ด้วยตนเองแล้ว


โลก (ต้อง) หมุนรอบตัวลูก

เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ไม่เห็นอกเห็นใจคนอื่น สิ่งที่ตัวเองต้องการนำมาเป็นที่หนึ่งโดยไม่สนใจว่าคนรอบข้างนั้นจะเกิดผลกระทบอะไรบ้าง


และพฤติกรรมที่ชัดเจนมาก ๆ เมื่อเกิดสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ไม่ได้ดั่งใจของเด็กที่ถูกสปอยล์ก็คือ ..."พวกเขาจะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ตัวเองต้องการไม่ว่าจะต้องใช้วิธีการอย่างไรก็ตาม"... ยกตัวอย่างเช่น การร้องอาละวาด ทำลายข้าวของ หูทวนลม ต่อรอง หรือแม้แต่เอาพฤติกรรมที่ไม่ดีมาเป็นตัวประกันอย่างการไม่ไปโรงเรียน การไม่ทำการบ้าน หรือยกเอาคำพูดที่ทำร้ายจิตใจพ่อแม่อย่าง “ไม่รักพ่อ/แม่แล้ว” หรือ “คำหยาบคาย” อะไรก็แล้วแต่เพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ตัวเองต้องการ


..."หากลูกเริ่มมีพฤติกรรมดังที่กล่าวไว้นี้ สัญญาณอันตรายเริ่มดังแล้วครับ"...


พฤติกรรมทั้งหลายที่ลูกเรียนรู้ว่า “ทำได้” แล้วพ่อแม่ก็ยอมให้เขาทำได้เหล่านี้ เราก็สามารถสอนให้ลูกเรียนรู้ว่าเขา “ทำไม่ได้” และพ่อแม่ก็ไม่ยอมให้เขาทำสิ่งเหล่านี้ได้เช่นกัน เพราะพฤติกรรมเป็นเรื่องของการเรียนรู้ และการเรียนรู้เปลี่ยนได้เสมอขึ้นอยู่กับว่าเราจะสอนให้เขารู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควรอย่างเอาจริงเอาจังเมื่อไรเท่านั้นเอง


บทความโดย

ผศ.นพ. วรวุฒิ เชยประเสริฐ กุมารแพทย์ เจ้าของแฟนเพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ