540
 “การสื่อสารที่มากกว่าคำพูด คือใจที่สื่อถึงใจ (อย่างเข้าใจ)”

“การสื่อสารที่มากกว่าคำพูด คือใจที่สื่อถึงใจ (อย่างเข้าใจ)”

โพสต์เมื่อวันที่ : June 2, 2020

นานมาแล้วได้มีโอกาสนั่งคุยกับคุณแม่ท่านหนึ่ง คุณแม่ท่านนั้นได้เล่าเรื่องลูกของเธอให้เราฟัง ซึ่งเป็นเรื่องที่ให้ข้อคิดผู้ใหญ่อย่างเราได้มากทีเดียว คุณแม่เล่าว่า....

 

เด็กน้อยมองดูแม่ของเขาอยู่นาน ก่อนจะมองออกไปรอบ ๆ

เด็กน้อย : “แม่ครับขอเงินหน่อยครับ”

...(คิดในใจ จะเอาเงินไปซื้อของเล่นหรือขนมอีกแน่ๆ เจ้าลูกคนนี้)...

แม่ : “ลูกจะเอาเงินไปทำอะไร?”

เด็กน้อย : “จะเอาไปซื้อลูกอมครับ”

...(นั่นไงว่าแล้วเชียว เตือนกี่ครั้งกี่หนไม่เคยจำ)...

แม่ : “แม่เคยบอกกี่ครั้งแล้วว่า กินลูกอมฟันจะผุ ไม่ได้ครับ”

เด็กน้อย : “ผมไม่ได้อยากได้ลูกอมแบบนั้นครับ อยากได้อันที่พ่อกินตอนไอ”

...(เดี๋ยวนี้กินยาอมแก้เจ็บคอเล่น ๆ แล้วเหรอ กลับบ้านไป คุณพ่อคงต้องมาคุยกันหน่อย)...

แม่ : “อันนั้นยิ่งไม่ได้เลย ใครเขาเอายาอมมากินเล่น ไปกลับบ้าน”

เด็กน้อย : “ผมไม่ได้กินเองครับ ผมอยากให้แม่กินครับ เห็นแม่ไอ”

แม่ : “...”

 

เด็กน้อยยังอยู่ในวัยปฐมวัย แต่วันนี้เขาโตขึ้นมากในสายตาของผู้เป็นแม่

 

ความรู้สึกผิดถาโถมเข้ามาในหัวใจของแม่อย่างเธอ

แม่ : “แม่ขอโทษนะที่พูดแบบนั้น ขอบคุณครับที่ห่วงแม่ เดี๋ยววันนี้แม่กลับไปจะกินน้ำอุ่น ๆ นะครับ ยาอมที่บ้านมีแล้ว”

เด็กน้อย: “ครับ แม่ต้องหายไว ๆ นะ ห้ามกินไอศกรีมด้วยนะ จะไอเยอะ”

 

บางครั้งผู้ใหญ่เราเคยชินกับการ “คาดเดาเหตุการณ์ต่อไป” หรือ “ตัดสินจากประสบการณ์ที่มี” และเรามักเผลอ “สรุปทุกสิ่งจากคำเพียงไม่กี่คำ (Jump to conclusion)” นั่นไม่แปลก เพราะชีวิตเรามีหลายสิ่งหลายอย่างเข้ามามากมาย ดังนั้น อะไรที่เราคิดว่าไม่จำเป็น และเสียเวลา สมองของเรามักประมวลผลและทำให้เราตอบสนองเช่นนั้นออกไปเพื่อประหยัดเวลา ทำให้หลายสิ่งอาจตกหล่นหรือบิดเบือนไป จากใจความที่เด็กน้อยต้องการจะสื่อ

 

แต่ในวันที่เรามี “เจ้าตัวเล็ก” ประสบการณ์ต่าง ๆ อาจจะไม่สอดคล้องกับสิ่งที่เราเชื่อ พ่อแม่มักต้องเรียนรู้ใหม่ ไปพร้อมกับเด็กน้อย

 

ดังนั้น เพื่อให้เราเรียนรู้โลกของเด็กน้อย และเข้าใจในสิ่งที่เขาต้องการสื่อสารออกมาสู่เรา บางทีผู้ใหญ่ต้องวางข้อมูลบางอย่างลง และรับรู้จากสถานการณ์จริงตรงหน้าให้มากขึ้น โดย...

 

1.เราควรจะช้าลง ไม่ควรรีบร้อนจนเกินไป

บ่อยครั้งที่ “ความไว” ของเรามักไปทำร้ายลูกโดยไม่ได้เจตนา จนทำให้ผู้ใหญ่มักมีคำพูดแบบนี้ให้ได้ยินเสมอ เช่น “เราน่าจะฟังเขาให้จบก่อน” “อ๋อ เข้าใจและ ทำไมลูกไม่รีบบอกแม่ เก็บไว้ทำไม” เป็นต้น

 

ผู้ใหญ่มักลืมไปว่าเราเรียนรู้โลก และมีประสบการณ์ชีวิตมาขนาดไหนแล้ว แต่เรากลับคาดหวังให้เด็กต้อง “คิดตัดสินใจอย่างรวดเร็ว" ตอบคำถามเราให้ชัดเจน เรียงลำดับคำพูดได้ดี เทียบเท่าเรา เรากำลังมองเด็กน้อยเป็น “ผู้ใหญ่ย่อส่วน” ซึ่งในความจริงนั้นไม่ใช่เลย "เด็กแต่ละวัย มีพัฒนาด้านภาษา การคิด ไม่เท่ากัน" ดังนั้นผู้ใหญ่ต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายปรับตัวลงไปหาเด็ก ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะเราแก่กว่า แต่เพราะเรามีความสามารถมากกว่าเขา ซึ่งการปรับตัวไปหาเด็กที่ง่ายที่สุด คือ “การรอ” ให้เด็กน้อย “พูด” หรือ “ทำ” บางสิ่งให้กับเรา ถ้าสิ่งนั้นไม่ได้อันตราย ไม่ได้ทำร้ายใคร “อดทนรอให้มากขึ้น” เพื่อให้เขาได้มีโอกาสได้สื่อสารสิ่งที่อยู่ภายในใจของเขาออกมาจนครบถ้วน...

ในทางกลับกัน เมื่อเราอดทนรอมากขึ้น ผู้ใหญ่เองต่างหากที่ได้เรียนรู้ว่า “เด็กไม่ได้ช้าไป เราเองต่างหากที่เร็วจนเกินไป”

 

2.“สิ่งที่เด็กพูด อาจจะไม่ได้หมายถึงอย่างที่เขาคิด”

เป็นอีกครั้งที่ประสบการณ์ที่มากกว่าของเราทำให้เราตีความตามประสบการณ์ที่มีมา เด็กเล็ก ๆ ไม่ได้มีคลังคำที่มากมาย เช่นเดียวกับประสบกาณ์ชีวิตที่มีไม่ได้มากไปกว่าคำศัพท์ที่เขามี ทำให้เวลาเขาสือสาร บางสิ่งก็ผิดความหมาย ไม่ตรงกับสิ่งที่เขาต้องการจะบอกเรา เช่น “วันนี้หนูไม่ทำการบ้านนะ” ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงต้องการบอกพ่อแม่ว่า “วันนี้ไม่มีการบ้านนะ” หรือ “หนูชอบตลก ๆ” แต่ในความเป็นจริงแล้วส่ิงที่เขาต้องการจะบอกเราก็คือ “อยากเล่นสนุก ๆ อีก” เป็นต้น แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเด็กน้อยต้องการสื่ออะไรกับเรา? คำตอบนั้นง่ายมาก ๆ

  1. ใช้เวลา และฟังเขามาก ๆ เพราะเมื่อเรามีเวลาอยู่กับเขา และฟังเขาอย่างตั้งใจ เราจะรู้จักตัวตนของเขา และเข้าใจเขามากขึ้น
  2. ถ้ายังไม่เข้าใจ ให้เราถามเขากลับไป อะไรที่ไม่แน่ใจ ค่อย ๆ ถามเขาว่า “หนูหมายถึงอะไร ?” “หนูหมายถึงแบบนี้ใช่ไหม ?”

 

3.“มองให้เห็นสิ่งดีในตัวเด็ก”

เพราะถ้ามองเห็นด้านดีก่อนด้านไม่ดี แม้สถานการณ์ หรือ บทสนทนาระหว่างเรากับลูกยังคลุมเครือ แต่เราจะไม่เผลอพูดสิ่งแย่ ๆ ออกไปทำร้ายเขาเสียก่อน

เพราะ นอกจาก “เวลา” แล้วก็มี “คำพูด” ของคนเราที่เอากลับคืนมาไม่ได้ ดังนั้นการมองเห็นในสิ่งที่ดีในตัวลูกเสมอ ทำให้เรา “คิดก่อนพูด” ได้ดีขึ้น เราจะพยายามพิจารณาให้ถี่ถ้วน โดยไม่ให้อคติมาบทบังความจริง

 

 ..."แม้ว่า ผลสุดท้ายลูกจะผิดจริง แต่การพูดด้านไม่ดีหรือพูดทำร้าย ไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาอยู่ดี การสอนต่างหากที่ช่วยเขาไม่ให้ทำผิดซ้ำ"...

 

ทั้งนี้ ไม่มีเด็กคนไหนถูกตัดสิน ทั้ง ๆ ที่ยังพูดไม่ทันจบ และคงไม่มีใครอยากโดนเข้าใจผิด ถ้าผู้ใหญ่ช่วยเขาโดย “ช้าลงและฟังเขาให้จบ” “ถามเขาในสิ่งที่เรายังไม่เข้าใจ” และ “มองเห็นสิ่งดีก่อนสิ่งไม่ดีในตัวเขา” เด็กที่ได้รับการปฏิบัติจากผู้ใหญ่แบบนี้ คงเป็นเด็กที่มีความสุข และมองเห็นความสำคัญในสิ่งที่ตัวเองพูด ซึ่งนำไปสู่การรับรู้คุณค่าในตัวเองได้อย่างดี

 

สุดท้ายนี้ แม้ว่าวันนี้ลูกของเรายังพูดไม่รู้เรื่อง พูดผิด(ใจ)บ้าง ถูก(ใจ)บ้าง หรือ แม้แต่ยังพูดไม่ได้ อย่าลืมว่า “การสื่อสาร” ไม่จำเป็นต้องเกิดจากภาษาพูดเพียงอย่างเดียว การที่ทั้งสองฝ่ายมีการแลกเปลี่ยนรับรู้ซึ่งกันและกัน หนึ่งคนส่งสาร หนึ่งคนรับสาร และตอบสนองกลับไปหาอีกฝ่าย เท่านี้ก็เรียกได้ว่า เป็นการสื่อสารแล้ว

 

วันนั้น “ใจที่สื่อถึงใจ (อย่างเข้าใจ)" อาจจะสำคัญสำหรับลูก มากกว่าประโยคที่สมบูรณ์ที่ถูกส่งมาถึงเรา

 

บทความโดย

เมริษา ยอดมณฑป เจ้าของแฟนเพจตามใจนักจิตวิทยา